Table of contents
ยารักษาโควิด-19 โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) คือยาอะไร
ยาโมลนูพิราเวียร์ คือ
ยาโมลนูพิราเวียร์เป็นยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน เป็นสารประกอบที่เรียกว่า เบต้า-ดี-เอนโฟว์-ไฮดรอกซีไซทีดีน (NHC) เมื่อสารชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายมนุษย์ จะทำการเปลี่ยนเป็นสารที่มีความสามารถในการยับยั้งไวรัสโควิด-19 ได้
ยารักษาโควิด-19 โมลนูพิราเวียร์ ทำงานอย่างไร
ยาโมลนูพิราเวียร์ ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโควิด-19 (SARS-CoV-2) เพื่อลดปริมาณไวรัส และสามารถช่วยลดอาการและการแพร่กระจายของเชื้อได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง
องค์การอาหารและยาได้อนุมัติการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ในการรักษาโควิด-19
นวันที่ 23 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2564, องค์การอาหารและยา (อเมริกา) ได้อนุมัติการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ ในภาวะฉุกเฉิน สำหรับการรักษาผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยต้องใช้ยาภายใน 5 วันหลังจากเริ่มมีอาการ ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง ยาโมลนูพิราเวียร์จึงเป็นการรักษาทางเลือกที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19
ประสิทธิภาพของยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ในการรักษาโควิด-19
การศึกษาและเก็บข้อมูลทางคลินิก MOVe-OUT study เป็นการศึกษาทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม ในผู้ป่วยนอกที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีอาการน้อยถึงปานกลางและมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรง และผู้ป่วยต้องไม่เคยได้รับวัคซีนโควิด-19 รวมทั้งมีอาการมาไม่เกิน 5 วัน การศึกษาทำในผู้ป่วยจำนวนทั้งหมด 1,433 ราย แบ่งผู้ป่วยที่ได้รับโมลนูพิราเวียร์ 716 ราย และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก 717 ราย พบว่าการได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ ขนาด 800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งเป็นระยะเวลา 5 วัน สามารถลดอัตราการนอนโรงพยาบาลหรืออัตราการเสียชีวิตภายใน 29 วันได้ร้อยละ 31 และลดอัตราการเสียชีวิตได้ร้อยละ 90 ในส่วนผลข้างเคียงไม่พบความแตกต่างกันระหว่างยาโมลนูพิราเวียร์และยาหลอก โดยอาการข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่คลื่นไส้ท้องเสียและเวียนศีรษะ
การศึกษานี้ได้เน้นย้ำบทบาทของยาโมลนูพิราเวียร์ ในการลดการเกิดอาการที่รุนแรงและการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งทำให้ยาโมลนูพิราเวียร์ กลายเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการต่อสู้กับโควิด-19
รับยารักษาโควิด-19 โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ได้ที่ไหน
ในประเทศไทย ยาโมลนูพิราเวียร์ ทางองค์การอาหารและยาของประเทศไทยจัดเป็นยาควบคุมที่ใช้ในสถานพยาบาลและจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้น ได้แก่ โรงพยาบาล และคลินิกที่ได้รับอนุญาต ดังนั้นการรับยาโมลนูพิราเวียร์ ผู้ป่วยจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับยาโมลนูพิราเวียร์ ในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต
ผู้ป่วยไม่สามารถหาซื้อยาด้วยตนเองจากร้านยาได้ เนื่องจากยาโมลนูพิราเวียร์จัดเป็นยาควบคุมที่ต้องจ่ายโดยแพทย์และใช้ในสถานพยาบาลเท่านั้น ทำให้ร้านยาไม่สามารถจำหน่ายยาชนิดนี้ได้ หาพบเห็นการจำหน่ายยาโมลนูพิราเวียร์โดยร้านยา สามารถแจ้ง อย. ให้ตรวจสอบได้ และไม่แนะนำให้ซื้อยาจากร้านยาเนื่องจากผู้ป่วยอาจได้รับยาปลอม ที่ไม่มี อย ซึ่งส่งผลกับความปลอดภัยของผู้ป่วย
เพื่อความปลอดภัย ควรรับยาโมลนูพิราเวียร์ ผ่านช่องทางคลินิก หรือโรงพยาบาลที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข และตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ป่วยได้รับใบสั่งยาจากแพทย์ที่ผ่านการรับรองจากแพทยสภา เพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ที่มี อย. เป็นยาแท้และปริมาณยาที่ถูกต้องที่ใช้ในการรักษาโควิด-19
ราคา ยารักษาโควิด โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir)
ในประเทศไทย มียาโมลนูพิราเวียร์ ที่เป็นยาสามัญหลายยี่ห้อ และออริจินอลตัวแรกชื่อว่า LAGEVRIO ผลิตจากประเทศแคนาดา/สหรัฐอเมริกา โดยราคายาสามัญที่ผลิตในประเทศไทยและอินเดีย ในโรงพยาบาลเอกชนอยู่ระหว่าง 50-100 บาทต่อเม็ด
เมื่อรวมค่ารักษาโควิด-19 ในโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด ได้แก่ ค่ายา ค่าโรงพยาบาล ค่าการพยาบาล และค่าแพทย์ โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 4,500 ถึง 8,000 บาท โดยราคาอาจแตกต่างกันได้ขึ้นกับการกำหนดราคาของแต่ละโรงพยาบาล
ค่ารักษาโควิด-19 ที่คลินิกโดยทั่วไปมีราคาที่ถูกกว่าโรงพยาบาล โดยค่าใช้จ่ายโดยรวมเริ่มต้นที่ 2,500 ถึง 3,000 บาท ทำให้คลินิกเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้มากขึ้นในขณะที่ยังคงให้การดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ
การศึกษาข้อมูลความแตกต่างของค่าใช้จ่ายในการรักษาโควิด-19 ช่วยให้ผู้ป่วยมีข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะเข้ารับการรักษาด้วยยาโมลนูพิราเวียร์ได้ที่ใด โดยพิจารณาข้อมูลจากค่าใช้จ่ายและความต้องการทางการแพทย์ การเลือกสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการรักษาโควิด-19 ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้ง่าย และค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
ข้อบ่งชี้ในการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ในการรักษาโควิด-19
ยาโมลนูพิราเวียร์ มีข้อบ่งชี้ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการของการติดเชื้อโควิด-19 ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และมีความเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยรุนแรง ควรรับประทานโมลนูพิราเวียร์ ภายใน 5 วันนับจากเริ่มมีอาการ การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพของยาในการป้องกันความรุนแรงของโรค
ใครบางที่ควรต้องรับยาโมลนูพิราเวียร์
แนะนำให้ใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ ในกลุ่มที่มีโรคประจำตัว หรือเข้าข่ายความเสี่ยงสูง ดังต่อไปนี้:
- อายุมากกว่า 60 ปี: ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงต่ออาการรุนแรงที่เกิดจากโควิด-19
- โรคปอดปอดเรื้อรัง: โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคหอบหืด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนทางเดินหายใจที่รุนแรง
- โรคไตเรื้อรัง: การทำงานของไตที่บกพร่องอาจทำให้อาการของโควิด-19 รุนแรงมากขึ้น
- โรคหัวใจ: ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน
- โรคหลอดเลือดสมอง: ผู้ป่วยที่มีประวัติโรคหลอดเลือดสมองสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงได้
- มะเร็งระยะลุกลาม: ผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษา มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้เชื้อโควิดแพร่กระจายในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
- โรคเบาหวาน: ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจทำให้ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อได้ยากขึ้น
- โรคอ้วน: ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 หรือน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กก. เพิ่มอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงจากโควิด-19
- โรคตับแข็ง: โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคตับแข็งระยะ B ขึ้นไปโรคตับอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อโควิด-19
- ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ภาวะหรือการรักษาที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจะมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
- การติดเชื้อเอชไอวี: โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีจำนวนเซลล์ CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์/มม3 ซึ่งบ่งชี้ว่าการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
การติดตามการรักษาโควิด-19
ผู้ป่วยต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดหลังเริ่มใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงภายใน 24-48 ชั่วโมง อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การไปพบแพทย์ทันทีช่วยให้มั่นใจได้ว่าสามารถจัดการกับภาวะแทรกซ้อนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
การรับประทานโมลนูพิราเวียร์ตั้งแต่เนิ่นๆ และการติดตามอาการผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงสามารถลดโอกาสที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้อย่างมาก ทำให้การฟื้นตัวจากโรคโควิด-19 ได้รวดเร็วขึ้น
ขนาดยา และการรับประทานยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir)
ยาโมลนูพิราเวียร์ บรรจุอยู่ในแคปซูลขนาด 200 มก. สำหรับการรักษาโควิด-19 ขนาดยาที่ใช้ในการรักษาโควิด-19 คือ 800 มก. (สี่แคปซูล) ทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 วัน
หากมีผู้ป่วยมีความบกพร่องของไตหรือตับควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ยา
ข้อควรทราบก่อนใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir)
ควรเริ่มใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ภายใน 5 วันหลังจากเริ่มมีอาการของการติดเชื้อโควิด-19 จากการศึกษาพบว่า ช่วยลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตลง 30% และ 90% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับยา และได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้ในผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป
ข้อควรระวังการใช้ยาในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร
- สตรีที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร: ไม่ควรใช้โมลนูพิราเวียร์ เนื่องจากอาจะเกิดอันตรายต่อสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตรได้
- ผู้หญิง: ควรใช้การคุมกำเนิดที่มีประสิทธิผลในขณะที่รับประทานยาโมลนูพิราเวียร์ และคุมกำเนิดต่อเนื่องอย่างน้อย 4 วันหลังจากรับประทานยาครั้งสุดท้าย
- ผู้ชาย: หากภรรยาของผู้ป่วยกำลังตั้งครรภ์หรืออาจตั้งครรภ์ ให้ใช้การคุมกำเนิดในระหว่างการรักษาและต่อเนื่อง 3 เดือนหลังจากรับประทานครั้งสุดท้าย
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดได้จากยาโมลนูพิราเวียร์
- ปฏิกิริยาการแพ้อย่างรุนแรง: ลมพิษ หายใจลำบาก และอาการบวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ
- ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ท้องเสีย และคลื่นไส้
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ และใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อการใช้ยาอย่างเหมาะสมและเกิดความปลอดภัยในการใช้ยา
ปรึกษาการรักษาโควิด-19 และรับยาโมลนูพิราเวียร์(Molnupiravir)
หากคุณมีผลการทดสอบโควิด-19 เป็นบวก สามารถติดต่อคลินิกได้ทันที ผ่านช่องทางต่างๆของคลินิก แอดไลน์ @humclinic หรือโทรสอบถามบริการได้ที่เบอร์ 098-9832949
เอช.ยู.เอ็ม คลินิกเวชรกกรมเป็นคลินิกที่ได้รับการอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย จากกรมส่งเสริมบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารธสุข ให้การดูแลอย่างครอบคลุมด้วยแพทย์ทุกขั้นตอน เพื่อการรักษาที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย
References
1. Cover image: Realistic coronavirus background Designed by pikisuperstar / Freepik
Provides diverse medical services, specializing in male hormone treatment, sexual health, and general practice care. He is dedicated to delivering comprehensive care for international patients, addressing physical, emotional, and mental health needs.